|
จะว่าไปแล้ว ระดับของสติปัญญาจะดีหรือด้อย ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับพันธุกรรม หรือ ยีน ค่อนข้างมาก พูดง่ายๆ ว่า ถ้าพ่อแม่เฉลียวฉลาด ย่อมมีโอกาสสูง ที่ลูกจะเฉลียวฉลาดได้เช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องของพันธุกรรมที่ควบคุมไม่ได้ แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ประกอบเสริมด้วย เช่น การได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของสมองตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และตลอดช่วงวัยของเด็ก บวกกับได้รับการกระตุ้นอย่างเหมาะสม
แต่ในขณะที่อีกหนึ่งความฉลาด นอกจาก I.Q. แล้ว ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ E.Q. ก็เป็นส่วนสำคัญต่อตัวเด็กเองไม่ใช่น้อย เป็นสิ่งที่พ่อแม่สร้างให้ลูกได้เอง ซึ่งเด็กจะมีพฤติกรรม หรือนิสัยอย่างไร ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่เป็นหลักใหญ่ ดังนั้น การให้ความสำคัญในเรื่องของอีคิวกับลูกตั้งแต่เล็ก จะช่วยให้เด็กอยู่ในสังคมข้างหน้าอย่างมีความสุขทั้งต่อตัวเอง และผู้อื่น
วันนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่ 'นพ.กมล แสงทองศรีกมล' กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็ก และวัยรุ่น รพ.กรุงเทพ ได้ให้เคล็ดลับ การสร้างลูกรักให้ดี และมีอีคิว หรือความฉลาดทางอารมณ์ที่สูง ไว้ 12 ข้อ ทั้งนี้เพื่อนำมาให้คุณพ่อ คุณแม่ นำไปปรับใช้เป็นคู่มือในการเลี้ยงลูกกันครับ
*** 12 วิธี เลี้ยงลูกให้ดี-อีคิวสูง 1. ให้ความรัก เป็นข้อแรกที่สำคัญมาก และไม่เพียงแต่ให้ความรักเท่านั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องแสดงออกอย่างเหมาะสมอีกด้วย บางคนรักลูกแต่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงความรักออกมาให้ลูกเห็นเลย กระนั้น การยิ้มให้ การสัมผัส การกอด โอบไหล่ ล้วนแล้วแต่เป็นภาษากายที่บ่งบอกถึงความรักของพ่อแม่ต่อลูกได้เป็นอย่างดี 2. ครอบครัวมีสุข การที่คุณพ่อ คุณแม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน รวมถึงมีทัศนคติ ความคิดเห็นในการเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนลูกไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ขัดแย้งกัน หรือถ้ามีความขัดแย้งบ้าง ก็ควรมีการพูดคุย ตกลงกันให้เป็นทิศทางเดียวกัน อย่าง ไรก็ดี คุณหมอ ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ขัดแย้งกันเองในการวางกฎเกณฑ์ โดยครอบครัวหนึ่ง มีลูกอายุประมาณ 2-3 ขวบ ร้องไห้เพราะอยากเล่นลิปสติกของแม่ กับเรื่องนี้ คุณผู้หญิงทั้งหลายคงทราบดีว่า ที่คุณแม่ไม่ยอมให้ลูกเล่น เพราะลิปสติกจะหักเสียหายได้ แต่หากเวลาอยู่กับพ่อ พ่ออนุญาตให้ลูกเล่นได้ หรือพ่อเห็นลูกร้องไห้ ก็ต่อว่าแม่ต่อหน้าลูกว่า "เรื่องแค่นี้เอง ก็ให้ลูกเล่นไปสิ" ส่งผลให้เด็กสับสน ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ว่า เรื่องนี้ควรทำหรือไม่ควรทำ ดังนั้นผู้ใหญ่จึงควรตกลงกันด้วยเหตุผลให้เรียบร้อยก่อน จะได้ควบคุมเด็กให้ไปในทิศทางเดียวกันได้ 3. รู้-เข้าใจพัฒนาการของลูก จะทำให้เข้าใจ และปฏิบัติตัวต่อลูกได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม ซึ่งพัฒนาการไม่ได้หยุด หรือหมดไปเมื่อพ้นวัยอนุบาล แต่จะต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงวัยรุ่นก็มีพัฒนาการของวัย และสำคัญมากด้วย แต่ส่วนใหญ่ คุณพ่อคุณแม่หลายคนปฏิบัติต่อลูกที่เข้าช่วงวัยรุ่นแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะคิดว่าลูกมีพัฒนาการเหมือน 2-3 ปีก่อน
|